Loading...
#รวยแน่งานนี้!!! วิธีเลี้ยงกุ้งฝอยในกระชัง ให้ตัวใสและใหญ่กว่าตามท้องตลาดทั่วไป ราคาสูง ลูกค้าให้ความสนใจเยอะ อย่ามัวช้าเดี๋ยว..อดรวย!!!(รายละเอียด) | SarakNew
Home » » #รวยแน่งานนี้!!! วิธีเลี้ยงกุ้งฝอยในกระชัง ให้ตัวใสและใหญ่กว่าตามท้องตลาดทั่วไป ราคาสูง ลูกค้าให้ความสนใจเยอะ อย่ามัวช้าเดี๋ยว..อดรวย!!!(รายละเอียด)

#รวยแน่งานนี้!!! วิธีเลี้ยงกุ้งฝอยในกระชัง ให้ตัวใสและใหญ่กว่าตามท้องตลาดทั่วไป ราคาสูง ลูกค้าให้ความสนใจเยอะ อย่ามัวช้าเดี๋ยว..อดรวย!!!(รายละเอียด)

Written By Best Newsth on Tuesday, March 21, 2017 | 5:44:00 AM



- ให้เริ่มจากหว่านปุ๋ยคอกจำนวน 150-200 กิโลกรัม หว่านรำละเอียด 30 กิโลกรัม แล้วใส่น้ำสูง 30-50 เซนติเมตร เมื่อเกิดไรแดงและโรติเฟอร์จำนวนมาก สีน้ำเริ่มเขียวให้นำพ่อแม่พันธุ์กุ้งฝอยใส่ลงไปจำนวน 4-5 กิโลกรัมสำหรับพ่อแม่พันธุ์กุ้งฝอยที่นำมาใส่บ่อเลี้ยง ควรคัดที่มีขนาดใหญ่ และขนาดใกล้เคียงกัน โดยสามารถคัดได้ทุกฤดูกาล ยิ่งในช่วงฤดูร้อนยิ่งดีมาก กุ้งฝอยจะขยายพันธุ์ได้เร็วในช่วงฤดูฝน

"กุ้งฝอยจะผสมพันธุ์ภายใน โดยเพศเมียจะมีไข่ขนาดเล็ก ๆ อยู่ในหัวและเมื่อได้รับการผสมแล้ว จะเคลื่อนที่มาอยู่บริเวณท้อง จนกว่าไข่จะแก่ เราสามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า ถ้าไข่สีเขียวเข้มจนเป็นสีเทาแสดงว่าไข่แก่ เมื่อน้ำมีสภาพดี โดยเฉพาะถ้าเป็นน้ำขุ่นจะเจริญเติบโตดีมากกว่าน้ำใส

ซึ่งในกรณีของน้ำที่ใช้เลี้ยงนี้ กำลังอยู่ระหว่างช่วงการศึกษาเกี่ยวกับความขุ่นของน้ำที่มีผลต่อการเจริญ เติบโตของกุ้งฝอยว่า ควรเป็นเท่าใด และกุ้งฝอยจะชอบน้ำมีสีเขียวที่มีแพลงก์ตอนพืชและไรแดง จะชอบมากและวางไข่ ลูกกุ้งจะลอยน้ำในแนวดิ่ง

"อาหารที่ใช้เลี้ยงกุ้งฝอย ใช้รำละเอียดและปลาป่น อัตรา 3 ต่อ 1 โดยจากการศึกษาในตู้เพาะเลี้ยงพบว่า สามารถให้ผลผลิตกุ้งฝอยได้ดี และมีปริมาณผลผลิตมาก รวมทั้งมีการใส่ปุ๋ยคอกเสริมบ้างเพื่อสร้างน้ำเขียวสำหรับระยะเวลาในการเพาะเลี้ยงกุ้งฝอยนั้น 





จากการศึกษาพบว่า การเลี้ยงกุ้งฝอย หากสามารถปล่อยพ่อแม่พันธุ์ได้ทุกเดือนที่พบว่ากุ้งฝอยมีไข่แก่ บริเวณช่องท้องและเมื่อกุ้งวางไข่แล้ว จะผสมพันธุ์ได้ต่อไป เมื่อลูกกุ้งเล็ก ๆ เลี้ยง 3-4 เดือน จะได้ลูกกุ้งโตเต็มวัยสามารถช้อนขายได้ หรือจะช้อนขายเมื่อเห็นว่ากุ้งในบ่อเลี้ยงมีจำนวนมาก เพราะหากกุ้งมีจำนวนมากเกินไปจะทำให้กุ้งไม่โตและกินกันเองระหว่างการลอก คราบ

นอกจากนี้ ระหว่างการเลี้ยงอาจมีการเพิ่มน้ำหากพบว่า น้ำในบ่อมีปริมาณลดลงไป หากน้ำมีจำนวนน้อยหรือตื้นเขินกุ้งจะโตช้าและอ่อนแอ

อาหารสำหรับกุ้ง
1.ต้มไข่ให้สุก เอาเฉพาะไข่แดง 2 ฟอง
2.รำอ่อน 3 ขีด ผสมให้เข้ากัน ปั้นเท่ากำปั้น โยนลงไปในบ่อประมาณ 3 ก้อน หลังจากให้อาหารประมาณ 1 เดือน กุ้งจะวางไข่ ให้สังเกตตอนกลางคืนโดยการนำไฟฉายมาส่องดุว่ากุ้งจะวางไข่หรือไม่

เทคนิคการเร่งกุ้งให้วางไข่ ให้นำสายยางน้ำประปามาเปิดลงในบ่อ โดยการเปิดแรงๆ ประมาณ 10-20 นาที เพราะกุ้งชอบเล่นน้ำไหล แล้วจะดีดตัวทำให้ไข่ตกลงมา (ธรรมชาติน้ำนิ่งกุ้งไม่วางไข่)

ประมาณ 1-2 เดือน กุ้งก็จะโตเต็มที่ ใช้เวลาทั้งหมดประมาณ 4 เดือน จะได้กุ้งประมาณ 20-30 กิโลกรัม ราคากิโลกรัมละ 100-200 บาท

สูตรวิธีการช่วยดับกลิ่น ฆ่าเชื้อโรคในบ่อ และให้กุ้งโตเร็ว

1.EM 2 ช้อนแกง
2.กากน้ำตาล 2 ช้อนแกง
3.น้ำ 1 ลิตร
นำส่วนผสมมาหมักรวมกัน ตั้งทิ้งไว้ในที่ร่ม 1 อาทิตย์
อัตราส่วนในการใช้ อีเอ็ม 1 ลิตร ต่อน้ำ 20 ลิตร ใส่บัวรดน้ำราดให้ทั่วบ่อ จะใช้หลังจากที่เติมน้ำลงไปก่อนปล่อยกุ้ง

จะช่วยดับกลิ่น ฆ่าเชื้อโรคในบ่อ กุ้งโตเร็ว

วิธีทำหัวเชื้อ EM
สูตรที่ 1
วัสดุ และส่วนผสม
– กากน้ำตาล 5 ลิตร
– น้ำมะพร้าว 2 ลูก
– น้ำสะอาด 25 ลิตร
– สับปะรดสุก 5 หัว
– ถังพลาสติก พร้อมฝาปิด 40 ลิตร 1 ใบ
วิธีการทำ
– หั่นสับปะรดให้เป็นชิ้นเล็กๆ
– นำสับปะรด น้ำมะพร้าว กากน้ำตาล และน้ำผสมรวมกันในถัง
– คลุกเคล้าส่วนประกอบให้เข้ากัน แล้วปิดฝานำพักไว้ในที่ร่ม
– คลุกกลับส่วนผสมทุกๆ 2 วัน/ครั้ง นาน 1อาทิตย์

– หมักไว้นาน 1-2 เดือน ก็จะได้หัวเชื้อจุลินทรีย์
สูตรที่ 2
วัสดุ และส่วนผสม
– กากน้ำตาล 5 ลิตร
– น้ำสะอาด 20 ลิตร
– เศษผัก 10 กก.
– ถังพลาสติก พร้อมฝาปิด 40 ลิตร 1 ใบ
วิธีการทำ
– หั่นเศษผักให้เป็นชิ้นเล็กๆ
– นำเศษผัก กากน้ำตาล และน้ำผสมรวมกันในถัง

– ขั้นตอนต่อไปคล้ายกับสูตรที่ 1
วิธีขยายหัวเชื้อจุลินทรีย์
วิธีขยายหัวเชื้อจุลินทรีย์ ทำได้โดยนำหัวเชื้อจุลินทรีย์ 1 ส่วน ประมาณ 100 ซีซี ผสมกับกากน้ำตาล 2 ลิตร และน้ำสะอาด 20 ลิตร แล้วหมักทิ้งไว้ในถังปิดสนิท นาน 7-14 วัน ก็สามารถนำไปใช้พ่นหรือราดในแปลงเกษตรได้

วิธีการใช้เชื้อจุลินทรีย์ EM
1. พืชผักทางการเกษตร
– นำน้ำเชื้อ EM ที่ขยายแล้วมาผสมกับน้ำ 100 เท่า (น้ำเชื้อ EM 1 ลิตร กับน้ำ 100 ลิตร ) ฉีดพ่นหรือรดแปลงผักทุก 1-2 สัปดาห์/ครั้ง
– นำน้ำเชื้อ EM ผสมกับน้ำในอัตราข้างต้น นำไปราดหรือรดโคนไม้ผล หรือ นำไปฉีดพ่นทรงพุ่มไม้ผลในระยะแตกใบ และระยะออกดอก

2. การประมง
– นำน้ำเชื้อ EM ที่ขยายแล้ว ราดเทใส่บ่อเลี้ยงกุ้งหรือเลี้ยงปลา อัตรา 100 ลิตร/บ่อ 1 ไร่ ซึ่งจะช่วยลดค่า BOD หรือความสกปรกในน้ำ ทำให้น้ำสะอาดขึ้น รวมถึงช่วยต้านเชื้อจุลินทรีย์ที่ก่อโรคในสัตว์น้ำได้

3. ปศุสัตว์หรือการเลี้ยงสัตว์
– นำน้ำเชื้อ EM ที่ขยายแล้วมาคลุกผสมกับอาหารสัตว์ที่ให้แก่โค กระบือ อัตรา 1 ลิตร/อาหาร 10 กิโลกรัม ซึ่งจะช่วยเพิ่มเชื้อจุลินทรีย์ที่เป็นประโยชน์ในกระเพาะรูเมน และเร่งอัตราการย่อยอาหาร
– นำน้ำเชื้อ EM ที่ขยายแล้ว ผสมรวมกับอาหารหยาบของโค กระบือ เพื่อหมักอาหารหยาบ เช่น ฟางข้าว หญ้าอาหารสัตว์ ก่อนนำมาเลี้ยง ซึ่งจะช่วยย่อยอาหารหยาบให้รวดเร็วขึ้น
– นำน้ำเชื้อ EM 1 ลิตร ที่ขยายแล้ว ผสมกับน้ำ 100 ลิตร ล้างทำความสะอาดตัวสัตว์ ซึ่งจะช่วยป้องกันแมลงตัวห้ำ และแมลงดูดเลือดที่จะมาเกาะบนตัวสัตว์
– นำน้ำเชื้อ EM 1 ลิตร ที่ขยายแล้ว ผสมกับน้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่นบริเวณคอกสัตว์ ซึ่งจะช่วยย่อยสลายซากพืชหรือมูลสัตว์ทำให้กลิ่นเหม็นลดลง
4. ด้านสิ่งแวดล้อม
– นำน้ำเชื้อ EM ที่ขยายแล้ว เทราดในบ่อบำบัดน้ำเสีย อัตรา 10 ลิตร/น้ำเสีย 10 ลบ.ม ซึ่งจะช่วยย่อยสลายความสกปรกให้รวดเร็วขึ้น ทำให้ค่า BOD ในน้ำลดลง
– นำน้ำเชื้อ EM ที่ขยายแล้ว เทราดในส้วม รางระบายน้ำ หรือ ท่อระบายน้ำ ซึ่งจะช่วยย่อยสลายสิ่งสกปรก และช่วยลดกลิ่นเหม็น

การเก็บรักษา และข้อพึงระวัง
– ไม่สามารถทนต่อยาปฏิชีวนะ ยาฆ่าเชื้อ และสารเคมี จึงห้ามผสมสารเหล่านี้
– เก็บในภาชนะที่ปิดสนิท ไม่ให้อากาศเข้า
– หลีกเลี่ยงการเก็บหรือวางทิ้งไว้บริเวณแดดส่องถึงหรือใกล้แหล่งความร้อนต่างๆ
– มีอายุสามารถเก็บไว้ได้นาน 8-12 เดือน ภายใต้อุณหภูมิปกติ และอยู่ในที่ร่ม
– หากมีการแบ่งใช้ ต้องปิดฝาภาชนะบรรจุให้สนิททุกครั้ง

– หากพบน้ำหัวเชื้อจุลินทรีย์มีสีดำ และส่งกลิ่นเหม็นเน่า แสดงว่าเชื้อจุลินทรีย์ได้ตายหมดแล้ว ไม่สามารถนำไปใช้ได้


ประโยชน์หัวเชื้อจุลินทรีย์ EM

1. ใช้รดโคนต้นไม้ และแปลงผัก ชึ่งจะช่วยย่อยสลายอินทรีย์วัตถุในดิน ทำให้ปลดปล่อยแร่ธาตุออกมาให้แก่พืชได้เร็วขึ้น

2. ใช้ในด้านการปศุสัตว์

– ใช้ทำความสะอาดลำตัวสัตว์

– ใช้ลดกลิ่นบริเวณคอกหรือลานเลี้ยงสัตว์

– ใช้หมักอาหารหยาบ เช่น ฟางข้าวหรือหญ้า เพื่อนำไปเลี้ยงโค กระบือ

– ใช้ผสมในอาหารสัตว์ของโค กระบือ เพื่อเร่งการย่อยในกระเพาะอาหาร

3. ช่วยบำบัดน้ำเสีย และกำจัดกลิ่นน้ำเสีย

5. ช่วยแปรสภาพขยะให้เป็นปุ๋ย ด้วยการเทราดบนกองขยะ หรือ ใช้หมักขยะให้เป็นปุ๋ย

6. ช่วยป้องกันการเติบโตของเชื้อจุลินทรีย์ที่ก่อโรคในดินบนแปลงเกษตร ด้วยการฉีดพ่นก่อนการไถพรวนดิน

7. ช่วยป้องกันแมลง และพาหะนำโรค ทั้งในแปลงเกษตร และในฟาร์มประศุสัตว์

วิธีการจับกุ้งฝอยที่เลี้ยงไว้ในบ่อ

1.ใช้ยอตาถี่ยก โดยการใส่อาหารลงไปในยอเพื่อล่อให้กุ้งมากินอาหาร ประมาณ 10 นาที ยกขึ้น ปริมาณกุ้งจะติดมาในยอมาก โดยขึ้นอยู่กับขนาดของยอด้วย

2.ใช้สวิงช้อนรอบๆ บ่อ วิธีการนี้ควรทําในช่วงเย็นๆ จะดี เนื่องจากตอนเช้านั้น ปริมาณออกซิเจนในน้ำต่ำ จะทําให้กุ้งที่อยู่ภายในบ่ออ่อนแอลงไป เนื่องจากตกใจหรือเครียดในระหว่างการรวบรวม

3.การจับกุ้งนั้นเมื่อจําเป็นต้องวิดน้ำให้บ่อแห้ง ต้องมีการใช้อวนลากก่อน (อวนต้องมีขนาดไม่ใหญ่มากนัก เพราะหากขนาดใหญ่ กุ้งจะบอบช้ามากและตายภายในเวลาอันรวดเร็ว) จนเหลือกุ้งจํานวนน้อยแล้วค่อยวิดน้ำให้แห้ง หากวิดน้ำครั้งเดียวเลยจะทําให้กุ้งตายหมด และจําหน่ายได้ในราคาต่ำ

ตลาดของกุ้งฝอย :

กุ้งฝอยสามารถจําหน่ายได้ดีในปัจจุบัน ซึ่งนิยมบริโภคกุ้งฝอยกันมาก โดยซื้อไปประกอบอาหารได้หลายอย่าง เช่น พล่า แกงเลียง ทอดมัน ทอดใส่ไข่ เป็นต้น โดยกุ้งฝอยจะมีรสชาติอร่อย

"นอกจากนี้ ยังมีการนํากุ้งฝอยเป็นๆ ไปใส่ในตู้ปลาตามร้านอาหารหรือภัตตาคาร เพื่อจําหน่ายสดๆ อันเป็นที่นิยมของลูกค้ามากในปัจจุบัน แต่หากเห็นว่าปริมาณกุ้งฝอยจากการเพาะเลี้ยงมีปริมาณมากเกินไป ก็สามารถนํามาแปรรูปได้ โดยทําเป็นกุ้งจ่อม (กุ้งหมัก) ซึ่งจําหน่ายได้ราคาดีมาก ดังนั้น จะเห็นว่าการเลี้ยงกุ้งฝอยจะจําหน่ายได้ตลอดเวลา และราคากุ้งฝอยจะสูงมากในช่วงฤดูหนาว"