Loading...
#รู้ก่อนรวยก่อน!!! วิธีเลี้ยง "ฮวก" เลี้ยงง่ายกำไรดี รับเละกิโลกรัมละ 300 บาท รวยตาค้างแน่งานนนี้!!! | SarakNew
Home » » #รู้ก่อนรวยก่อน!!! วิธีเลี้ยง "ฮวก" เลี้ยงง่ายกำไรดี รับเละกิโลกรัมละ 300 บาท รวยตาค้างแน่งานนนี้!!!

#รู้ก่อนรวยก่อน!!! วิธีเลี้ยง "ฮวก" เลี้ยงง่ายกำไรดี รับเละกิโลกรัมละ 300 บาท รวยตาค้างแน่งานนนี้!!!

Written By Best NewsTh on Thursday, May 25, 2017 | 2:56:00 AM




ฮวก หรือ ลูกอ๊อด มีชื่อเรียกภาษาอังกฤษว่า ( Tadpole ) คือ ลูกกบ ลูกเขียด ตอนที่มันยังแบเบาะอยู่นั่นหละครับ ในช่วงที่ฝนตกใหม่ หรือ ย่างเข้าหน้าฝนตามท้องไร่ท้องนาอีสานบ้านเรา พอฝนตกมา กบเขียด มันก็จะออกมาจับคู่ผสมพันธุ์และวางไข่ หลังจากนั้นไม่นาน แหล่งน้ำที่เกิดขึ้นใหม่ โดยเฉพาะในนาจะมีลูกอ๊อด หรือ ฮวก เต็มไปหมด จังหวะนี้แหละเราก็จะเตรียมสวิง เตรียมข้อง ไปหาส่อน (ช้อน) เอาฮวกมาประกอบอาหาร

วันนี้ทางทีมงาน จึงอยากจะมานำเสนอวิธีการเลี้ยง ฮวก แถมกำไรยังดีอีกด้วย ไปดูขั้นตอนการทำกันเลยดีกว่า

วิธีเลี้ยงฮวกเลี้ยงง่ายกำไรดี

วิธีการเพาะเลี้ยง

1.เตรียมกบพ่อพันธุ์แม่พันธุ์
2.เตรียมบ่อให้สะอาดผ่านการฆ่าเชื้อโรค
3.นำกบมาผสมพันธุ์



4.เพาะเลี้ยงลูกฮวกในบ่ออนุบาล 7 วัน



5.นำลูกฮวกไปเพาะเลี้ยงในบ่อดินที่เตรียมไว้

6.ให้หัวอาหารเม็ดวันละ 2 เวลา (เช้า-เย็น)หลังจากกบออกไข่แล้ว ประมาณ 24 ชั่วโมง ไข่กบก็ฟักออกเป็นตัว เรายังไม่ต้องให้อาหารใดๆ จนผ่านไปถึงวันที่ 3 จึงเริ่มให้อาหาร


โดยเริ่มให้ทีละน้อยๆ และหมั่นสังเกตด้วยว่า ลูกกบกินอาหารหมดหรือไม่ หากหมดก็ค่อยๆ เพิ่ม หากไม่หมดก็ลดการให้อาหารลง ระยะอนุบาลลูกกบนี้ต้องมีการเปลี่ยนถ่ายน้ำทุกๆ 3 วัน หรือหากน้ำเริ่มเสียก็เปลี่ยนน้ำเร็วขึ้น ไม่จำเป็นต้องรอให้ถึง 3 วัน อาหารลูกกบก็ให้อาหารปลาดุกเล็ก

น้ำในคอกโดยเฉลี่ยประมาณ 30 เซนติเมตร

เมื่อลูกอ๊อดอายุครบ 15 วัน ก็จะเริ่มจับจำหน่าย ลูกอ๊อดแต่ละรุ่นในหนึ่งคอกจะอยู่ที่ 80-100 กิโลกรัม ราคาขายส่งจะอยู่ที่ 200-300 บาท

วิธีทำอาหารสำหรับลูกอ๊อด

วัตถุดิบ

1.ปลายข้าว อัตรา 7 ส่วน

2.ปลาป่น อัตรา 3 ส่วน

3.รำ อัตรา 1 ส่วน

วิธีการ

1.นำปลายข้าวและปลาป่นนำมาต้มให้เข้ากัน เมื่อต้มเสร็จพอให้เหลวเข้ากันแล้ว นำรำมาผสมอีกครั้ง ให้ข้นเหนียวสามารถปั้นเป็นก้อนได้

2.จากนั้นนำมาให้อาหารปลา ด้วยการปั้นและโยนลงในบ่อ วันละ2 ครั้ง เช้าเย็น


ข้อจำกัดในการเพาะเลี้ยงา ต้องเพาะเลี้ยงในช่วงเดือนกุมภาพันธ์-กรกฎาคม เท่านั้น ต่อจากนั้นก็จะเก็บกบพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ไว้จนถึงฤดูกาลเลี้ยงอีกที





เลี้ยงก็ง่ายรายได้ก็ดีอย่างนี้ ทีมงานสยามวาไรตี้ ขอลองไปทำบ้างดีกว่า เป็นอาชีพเสริมอีกด้าน ไว้คราวหน้าถ้าหากมีอะไรดีๆแบบนี้อีก ทางทีมงานจะเอามาให้ได้ชมกันนะค่ะ เพื่อคนที่อยากหารายได้เสริม


อ้างอิงข้อมูลจากนานาสาระเกษตร